dot dot
HOME
ABOUT US
SAFETY KNOWLEDGE
HOW TO ORDER
CONTACT US
QUOTATION
dot
CALL US NOW
dot
dot
NEWSLETTER

dot
dot
dot




คู่มือความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตกรด-ด่าง article

        นับช่วงทศวรรษที่ผ่านมาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมส่งผลให้มีการผลิตสารเคมีซึ่งมีคุณสมบัติไวไฟ ระเบิดได้ เป็นพิษ กัดกร่อน เป็นต้น โรงงานอุตสาหกรรมผลิตกรด-ด่าง เช่น กรดกำมะถัน (Sulfuric Acid ; H2SO4) กรดเกลือ (Hydrochloric Acid ; HCl) กรดดินประสิว (Nitric Acid ; HNO3) กรดกัดแก้ว (Hydrofluoric Acid ; HF) โซดาไฟ (Sodium Hydroxide ; NaOH) เป็นโรงงานผลิต เคมีภัณฑ์ขั้นพื้นฐานที่ใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อการอุตสาหกรรมประเภทอื่นอย่างต่อเนื่อง  สถานที่ตั้งโรงงานเหล่านี้มักอยู่กระจัดกระจายทั้งใน ปริมณฑลและต่างจังหวัด

        โรงงานอุตสาหกรรมผลิตกรด-ด่างจัดได้ว่าเป็นโรงงานอุตสาหกรรมอีกประเภทหนึ่งที่มีอันตรายค่อนข้างสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิด อัคคีภัย ระเบิด สารเคมีที่เป็นพิษและกัดกร่อนจากการรั่วไหลอาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งโรคอันเนื่องจากการ ทำงานได้ หากขาดมาตรการในการจัดการและดำเนินการที่ปลอดภัย รวมทั้งความรู้เบื้องต้นถึงอันตรายและการป้องกันอันตรายจากสารเคมี แต่ละชนิด ดังนั้นคู่มือความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมกรด-ด่าง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติทางด้านความ ปลอดภัยในการควบคุมดูแลและบริหารจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในส่วนของการผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง และการใช้ อย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันอุบัติภัยและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

ความหมายของกรด-ด่าง

        กรด-ด่าง หรือสารกัดกร่อน หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนต่อโลหะ  หรือทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อผิวหนังเมื่อสัมผัสโดยตรง หรือ จากการสูดดมหายใจเข้าไป  ความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีนั้น ๆ

        กรด (Acid) มาจากภาษาลาตินคำว่า Acidus แปลว่า เปรี้ยว ซึ่งเป็นคุณสมบัติประจำตัวของกรด แต่ทางเคมีหมายถึงสารที่ให้โปรตรอน (H+) เช่น

                                                                HCl                         H+ + Cl-

                                                                H2SO4                    2H+ + SO4=

        กรดแบ่งออกเป็น 2 จำพวก

  • กรดอนินทรีย์ (Inorganic Acid) เช่น กรดกำมะถัน กรดเกลือ กรดดินประสิว กรดกัดแก้ว
  • กรดอินทรีย์ (Organic Acid) ที่มี Carboxylic group (-COOH) เช่น Acetic Acid, Formic Acid, Lactic Acid, Lavric Acid, Maleic Acid เป็นต้น

        กรดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  • กรดแก่ หมายถึง กรดที่สามารถให้โปรตรอนออกมาได้มากหรือแตกตัวเป็นอิออนได้อย่างสมบูรณ์
  • กรดอ่อน นั้นจะแตกตัวเป็นอิออนได้ไม่สมบูรณ์

        กรดเข้มข้น หมายถึง กรดที่มีจำนวนโมลของกรดมากใน 1 หน่วยปริมาตรของน้ำ  

        ความแรงของกรดพอจะจัดลำดับ ได้ดังนี้

                HClO4 ,  H2SO4 , HCl , HNO3 , H3PO4 , HNO2 , HF , CH3COOH , H2CO3 , HCN , H3BO3

                                                มาก                                 ความแรง                             น้อย

         กรดเจือจางทำได้โดยการเทกรดลงในน้ำอย่างช้า ๆ พร้อมทั้งกวนให้เข้ากัน หรือที่เรียกกันว่าการละลายกรดในน้ำจะเกิดความร้อนขึ้น ความร้อนนั้นจะแพร่กระจายไปทั่วในน้ำ กฎข้อห้ามจะไม่เทน้ำลงในกรด

         ด่างที่มีฤทธิ์กัดกร่อนมากส่วนใหญ่จะเป็นสารอนินทรีย์ ด่างที่เข้มข้นมากจะเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อ เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ แอมโมเนีย ด่างจะเป็นอันตรายต่อตามากกว่ากรด

การจำแนกสารเคมีตามลักษณะและรูปร่างได้ดังนี้

        1. ฝุ่น (Dust) หมายถึง สารเคมีที่เป็นอนุภาคของแข็งที่มีขนาดเล็ก ๆ เกิดขึ้นจากการที่ของแข็งถูกบด ตี กระแทก เช่น ฝุ่นกำมะถันดิบ ฝุ่นเกลือ ฝุ่นแร่สปาร์ (CaF2) เป็นต้น

        2. ฟูม (Fume) หมายถึง อนุภาคที่เป็นของแข็งซึ่งมีขนาดเล็ก ๆ เกิดจากการกลั่นตัวของไอโลหะ เมื่อโลหะได้รับความร้อนจากการ หลอมเหลว เช่น ฟูมตะกั่ว ฟูมสังกะสี เป็นต้น

        3. ละออง (Mist) หมายถึง อนุภาคเล็ก ๆ ที่เป็นของเหลวและแขวนลอยอยู่ในบรรยากาศ เกิดจากการที่ของเหลวได้รับความดันจนเกิด การแตกตัวของอนุภาค  บางครั้งละอองเล็ก ๆ อาจเกิดจากการกลั่นตัวของไอหรือก๊าซก็ได้ เช่น ละอองเล็ก ๆ ที่เกิดจากไอของกรดกำมะถัน เป็นต้น

        4. ไอระเหย (Vapor) เป็นลักษณะของไอหรือก๊าซที่เกิดจากของเหลวหรือของแข็งเปลี่ยนสถานะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และ/หรือมีการเปลี่ยนแปลงความดัน เช่น ไอระเหยของน้ำมันเบนซิน ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ เป็นต้น

        5. ก๊าซ (Gas) หมายถึง ของไหลที่ไม่มีรูปร่างที่แน่นอนขึ้นอยู่กับภาชนะที่ใช้บรรจุ  สามารถเปลี่ยนเป็นของเหลวหรือของแข็งได้ โดยการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและ/หรือความดัน เช่น ก๊าซไฮโดรเจน ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แอมโมเนีย เป็นต้น

        6. ของเหลว (Liquid) หมายถึง ของไหลที่เป็นของเหลวมีรูปร่างไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับภาชนะที่ใช้บรรจุ เช่น กรดกำมะถัน กรดไนตริก กรดเกลือ เป็นต้น

การเข้าสู่ร่างกายของสารเคมี (Route of entry) สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ทางใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ

        1. โดยทางหายใจ (Inhalation) เป็นทางเข้าสู่ร่างกายของสารเคมีมากที่สุดสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทุกประเภท ทั้งนี้ เนื่องจากการเปรอะเปื้อนของสารเคมีในบรรยากาศ และมนุษย์ต้องหายใจอยู่ตลอดเวลา

        2. โดยการกิน (Ingestion) เป็นทางเข้าสู่ร่างกายของสารเคมีน้อยมากสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทุกประเภท  นอกจากการ เกิดอุบัติเหตุ การขาดสุขอนามัย เช่น ไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือสูบบุหรี่ขณะปฏิบัติงาน

        3. โดยการดูดซึมทางผิวหนัง (Dermal Absorption) ปกติผิวหนังจะมีชั้นไขมันทำหน้าที่ป้องกันการดูดซึมของสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย แต่กรด-ด่างมีฤทธิ์กัดกร่อนสามารถทำลายผิวหนังและชั้นไขมันทำให้ผิวหนังเป็นแผลไหม้ เกิดการระคายเคือง อาการคัน  แสบร้อน และผิวหนังอักเสบตรงบริเวณนั้น ๆ

หลักในการป้องกันอันตรายจากสารเคมี

        1. การป้องกันที่แหล่งกำเนิด (Source) เป็นหลักการทั่วไปที่จะต้องนำมาพิจารณาเป็นอันดับแรก  ทั้งนี้ถือว่าเป็นการป้องกันที่ ให้ประสิทธิภาพมากที่สุด และเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร แต่มีข้อจำกัดต้องลงทุนสูงและใช้เทคนิคที่ยุ่งยาก วิธีป้องกันอันตราย ที่แหล่งกำเนิดมีดังต่อไปนี้

        1.1 ใช้สารเคมีอื่นที่มีพิษน้อยกว่าแทน เช่น การใช้สารไซลีนแทนสารเบนซิน เพราะสารไซลีนมีอันตรายต่อเม็ดเลือดน้อยกว่าสาร เบนซินมาก แต่มีคุณสมบัติเป็นตัวละลายได้เหมือนกัน

        1.2 เปลี่ยนกระบวนการผลิตใหม่ เช่น เซลไฟฟ้าแบบปรอท (Mercury Cells) มีปรอทออกมาและเซลไฟฟ้าแบบไดอะแฟรม (Diaphragm Cells)  มีฝุ่นแอสเบสตอสออกมา อาจเกิดอันตรายกับสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมได้  จึงเปลี่ยนกระบวนการผลิตมาใช้เซลไฟฟ้าแบบ เมมเบรน (Membrane Cells) เป็นต้น

        1.3 แยกกระบวนการผลิตที่มีอันตรายออกต่างหาก ทั้งนี้เพื่อกำจัดการฟุ้งกระจายไม่ให้แพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวาง เช่น  การแยกบริเวณที่มีฝุ่นมากออกต่างหาก แยกบริเวณที่มีก๊าซไฮโดรเจนออกจากบริเวณที่เป็นแหล่งประกายไฟ ความร้อน เป็นต้น

        1.4 การสร้างภาชนะปกปิดกระบวนการผลิตหรือแหล่งของสารเคมีให้มิดชิด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้สารเคมีฟุ้งกระจายออกไปยังบริเวณโดยรอบ

        1.5 การติดตั้งระบบดูดอากาศเฉพาะที่ เช่น การสร้างประทุน (Hood) ดูดไอกรดจากการบรรจุเพื่อไปกำจัดในระบบกำจัด (Wet Scrubber) ต่อไป

        1.6 การบำรุงรักษาเครื่องจักร อุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพที่ดี สะอาดและเรียบร้อยอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีแพร่กระจาย หรือรั่วไหลออกไปหรือเป็นที่สะสมของสารเคมีต่าง ๆ

        2. การป้องกันที่ทางผ่าน (Path) ควรพิจารณาเป็นอันดับสองรองจากการป้องกันที่แหล่งกำเนิดไม่สามารถดำเนินการได้

        2.1 การบำรุงรักษาสถานที่ทำงานให้สะอาดเรียบร้อยเพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของสารเคมี เช่น บริเวณทำงานที่มีฝุ่นมาก ถ้าไม่ทำความ สะอาดอย่างสม่ำเสมอปล่อยให้ฝุ่นสะสมอยู่ตามที่ต่าง ๆ เมื่อเกิดกระแสลมพัดก็จะฟุ้งกระจายไปทั่ว

        2.2 ติดตั้งระบบระบายอากาศทั่วไป ซึ่งอาจจะเป็นวิธีทางธรรมชาติ เช่น มีประตู หน้าต่าง และช่องลมช่วยระบายอากาศ หรืออาจเป็น วิธีใช้เครื่องกล เช่น การใช้พัดลมเป่าดูดอากาศออกจากบริเวณนั้น ๆ ซึ่งวิธีปกติ Plant ผลิตกรด-ด่างจะถูกออกแบบให้อยู่กลางแจ้งเพื่อให้ มีการระบายอากาศที่ดีตามธรรมชาติ

        2.3 เพิ่มระยะทางระหว่างแหล่งกำเนิดของสารเคมีกับตัวบุคคลที่อาจได้รับอันตรายจากสารเคมีให้ห่างกันออกไปมากขึ้น เพราะสารเคมี จะมีอันตรายหรือความเข้มข้นน้อยลงไปเรื่อย ๆ เมื่อผู้ปฏิบัติงานเดินออกห่างจากแหล่งกำเนิดเรื่อย ๆ หรือปฏิบัติงานในห้องควบคุม (Control Room)

        2.4 การตรวจหาระดับหรือปริมาณของสารเคมีในบรรยากาศของการทำงานเป็นประจำ ทั้งนี้เพื่อเปรียบเทียบความเข้มข้นของสารเคมีนั้น ๆ กับมาตรฐานความปลอดภัย ถ้าตรวจพบว่าปริมาณของสารเคมีในบรรยากาศมีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัย ต้องรีบหาทางปรับปรุง แก้ไขโดยเร็ว

        3. การป้องกันอันตรายที่ตัวคน (Personal or Receiver) การป้องกันอันตรายที่ตัวบุคคลนั้นควรจะพิจารณาเป็นอันดับสุดท้าย ทั้งนี้ เพราะถึงแม้จะมีข้อดี คือ เสียค่าใช้จ่ายต่ำและปฏิบัติง่าย แต่พบว่าเป็นวิธีที่ให้ประสิทธิภาพต่ำมาก ยากในการควบคุมและเป็นการแก้ไขแบบ ไม่เบ็ดเสร็จ หลักทั่วไปในการป้องกันอันตรายที่ตัวบุคคลมีดังต่อไปนี้

        3.1 การให้การศึกษาและฝึกอบรมแก่ผู้ปฏิบัติงานให้ทราบถึงอันตรายจากสารเคมีที่กำลังเกี่ยวข้องอยู่ ตลอดจนให้ทราบถึงวิธีการ ป้องกันอันตรายจากสารเคมีนั้น ๆ รวมทั้งต้องมีการติดตามผลอยู่เสมอ

        3.2 การลดชั่วโมงการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตรายให้สั้นลง ทั้งนี้ เพราะอันตรายจากสารเคมีนั้นนอกจากจะขึ้นอยู่กับความ เข้มข้นของสารเคมีและองค์ประกอบอื่น ๆ แล้ว ยังขึ้นกับระยะเวลาที่ได้รับหรือสัมผัสกับสารเคมีนั้น ๆ ด้วย

        3.3 การหมุนเวียนหรือสับเปลี่ยนหน้าที่การปฏิบัติงาน โดยให้พนักงานได้รับสารเคมีในบางโอกาสเท่านั้น ไม่ใช่ประจำอยู่หน้าที่เดียว ตลอดไป เพราะจะช่วยให้การได้รับอันตรายถูกแบ่งออกไปยังพนักงานต่าง ๆ ทำให้พนักงานแต่ละคนมีเวลาขับสารเคมีออกจากร่างกาย มากขึ้นเนื่องจากระยะเวลาที่ได้รับสารเคมีจะสั้นลง วิธีนี้อาจมีขีดจำกัดในทางปฏิบัติเพราะการปฏิบัติงานบางชนิดจะไม่สามารถหมุนเวียน กันได้ เช่น งานที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษสูง แต่ถ้าหมุนเวียนพนักงานได้ก็จะช่วยลดอันตรายลงได้วิธีหนึ่ง

        3.4 การให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานอยู่ในห้องควบคุมพิเศษ เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศเพื่อป้องกันอันตรายจากฝุ่น เป็นต้น ตัวอย่าง คนขับรถปั้นจั่นมักจะมีห้องเฉพาะที่ซึ่งมีเครื่องปรับอากาศให้เพราะจะทำให้คนขับรู้สึกเย็นสบายและช่วยป้องกันอันตรายจากฝุ่น ฟูม ก๊าซ หรือไอระเหยของสารเคมี เป็นต้น

        3.5 การตรวจสุขภาพร่างกายผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีก่อนรับเข้าทำงาน เพื่อค้นหาโรคหรือสิ่งบกพร่องทางสุขภาพ ซึ่งจะช่วย เลือกคนให้เหมาะสมกับงานด้านสารเคมี และยังต้องตรวจสุขภาพพนักงานเป็นระยะภายหลังที่ได้เข้าปฏิบัติงานแล้ว เพื่อติดตามผลที่อาจเกิด ขึ้นเนื่องจากทำงานเกี่ยวกับสารเคมี ถ้าพบสิ่งผิดปกติหรือพบอันตรายจะได้รีบแก้ไขได้ทันท่วงที

        3.6 การใช้เครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น ที่ปิดปากและจมูก หรือเครื่องป้องกันอันตรายจากการหายใจ ผ้ากันเปื้อน ถุงมือ รองเท้า แว่นตา และที่ครอบหน้า  เครื่องป้องกันเหล่านี้ถึงแม้จะใช้ง่ายและราคาถูกแต่ต้องตระหนักถึงปัญหาความไม่สะดวกหรือความรำคาญ จากการสวมใส่อุปกรณ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่พนักงานไม่ยอมสวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าว แต่ถ้ามีแผนการเลือกซื้อ การฝึกอบรม การชักจูงส่งเสริม การใช้อย่างถูกต้อง ตลอดจนการทำความสะอาดและบำรุงรักษาอย่างดีแล้ว การใช้เครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ดังกล่าวก็สามารถป้องกันอันตรายได้ดีพอสมควรทีเดียว

        3.7 ติดตั้งก็อกน้ำ ฝักบัว ชำระร่างกาย (Shower) ที่ล้างตา (Eye Wash) และอุปกรณ์การปฐมพยาบาลต่าง ๆ เพื่อสามารถใช้ได้ทันที เมื่อมีการได้รับอันตรายจากสารเคมีในขณะทำงาน

        วิธีการป้องกันอันตรายทั้ง 3 วิธีที่กล่าวมานั้นจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ในทางปฏิบัติพบว่าโดยทั่วไปจะไม่มีวิธีไหนให้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จึงควรพิจารณาใช้ทั้ง 3 วิธีร่วมกันไปจึงจะได้ผลและเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

หลัก 3E เพื่อความปลอดภัย

        1. Engineering คือการใช้ความรู้ทางวิชาการด้านวิศวกรรมต่าง ๆ มาใช้ในการคำนวณออกแบบเครื่องจักร อุปกรณ์ที่มีสภาพการ ใช้งานที่ปลอดภัยที่สุดขณะใช้งานในสภาวะปกติ การเลือกใช้วัสดุที่ทนต่อการกัดกร่อน อุณหภูมิและความดันที่เหมาะสม และจะต้อง พิจารณาออกแบบเครื่องป้องกันอันตราย (Machine Guarding) ใช้สำหรับปกปิดหรือปิดกั้นส่วนที่เป็นอันตรายมิให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เข้าไปสัมผัสได้ นอกจากนั้นยังสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมในการแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อความ ปลอดภัยของผู้ใช้แรงงาน เช่น การใช้ฉนวนหุ้มเพื่อป้องกันการแผ่รังสีความร้อน เสียงดัง การระบายอากาศ การจัดแสงสว่างให้เหมาะสม เป็นต้น หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะต้องทำการสอบสวน วิเคราะห์อุบัติเหตุทันทีเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อจะได้นำไปหา วิธีป้องกันมิให้อุบัติเหตุลักษณะเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก

        2. Education คือ การให้การศึกษา อบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความสามารถในการทำงานให้เพิ่มมากขึ้น ให้มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับอุบัติเหตุ การเสริมสร้างจิตสำนึกความปลอดภัย ความรู้เกี่ยวกับสารเคมี อันตรายและการป้องกันอันตรายจากสารเคมี และจะต้อง ให้ความรู้ตั้งแต่ก่อนเข้าปฏิบัติงานโดยการฝึกอบรม หรือสอดแทรกความรู้ประสบการณ์ควบคู่ไปกับการสอนขั้นตอนการปฏิบัติงานปกติ ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิผลมากขึ้น มีการชี้แจงถึงอันตรายในแต่ละขั้นตอนการทำงานพร้อมทั้งแนะนำวิธีการป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุ และกระตุ้นให้ตระหนักถึงอันตรายอยู่ตลอดเวลา

        3. Enforcement คือ การออกกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงานในกลุ่มคนหมู่มาก  รวมทั้งมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย (SOP) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานเดียวกัน และเป็นมาตรการควบคุม  บังคับให้พนักงานปฏิบัติ โดยประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงโทษ เพื่อให้เกิดความสำนึก และหลีกเลี่ยงการทำงานที่ไม่ปลอดภัยหรือเป็นอันตรายต่อไป

        การนำหลัก 3E ไปปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการทำงานนั้นจะต้องดำเนินการทั้ง 3E  พร้อม ๆ กันจึงจะทำให้การป้องกัน อุบัติเหตุได้ผล โดยเริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบ การเลือกอุปกรณ์ วัสดุ การติดตั้ง การทดสอบที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันก็ต้องมีการฝึก อบรมให้ความรู้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย รวมทั้งกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ บทลงโทษให้ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร




SAFETY KNOWLEDGE

ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน article
ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล article
ความรู้เกี่ยวกับหมวกนิรภัย article
ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันดวงตา article
ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจ article
ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันเสียง article
ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันมือ article
ความรู้เกี่ยวกับชุดป้องกันสารเคมี article
ความรู้เกี่ยวกับรองเท้านิรภัย article
ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันการตก article



จำหน่ายอุปกรณ์เซฟตี้ อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม อาทิ หมวกนิรภัย แว่นตาเซฟตี้ อุปกรณ์ป้องกันเสียง หน้ากากป้องกันฝุ่นและสารเคมี ถุงมือประเภทต่างๆ รองเท้าเซฟตี้ ชุดป้องกันสารเคมี อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง และอื่นๆ

WIBOON PRODUCT CO., LTD.
51/113-114 Soi Ramkhamhaeng 96, Ramkhamhaeng Road, Sapansoong, Sapansoong, Bangkok 10240
Tel. +662 372 1325-7, +662 729 3865-6 Fax. +662 373 0784 Email. info@wiboonproduct.com