สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอในการปฏิบัติงานในโรงงานคือความปลอดภัย โดยเฉพาะการผลิตในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีความ เสี่ยงสูงที่จะได้รับอันตรายในการทำงาน หากการป้องกันไม่รัดกุมเพียงพอก็จะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งผู้ปฏิบัติงาน วัตถุดิบ และเครื่องจักรในการผลิต อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากเครื่องจักรโดยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และความประมาทของผู้ปฏิบัติงานเอง นอกจากนี้แล้วสภาพแวดล้อมในการทำงานก็ก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น การวางผังโรงงาน อากาศ แสงสว่าง เสียง สิ่งเหล่านี้หากมีความบกพร่องและผิดมาตรฐานที่กำหนดไว้ ดังนั้นความปลอดภัยในการทำงานจึงเป็นความพอใจอย่างหนึ่ง ที่ทุกฝ่ายควรมีแก่กัน ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจของการทำงาน เราควรฝึกเสียตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อมีความรู้และความเข้าใจแล้วนั่น หมายความว่าตลอดชีวิตของการทำงานจะไม่ประสบอันตราย ความปลอดภัยในการทำงาน คือ สภาพที่ปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เกิดแก่ร่างกาย ชีวิต หรือทรัพย์สินในขณะที่ ปฏิบัติงาน ซึ่งก็คือสภาพการทำงานให้ถูกต้องโดยปราศจาก "อุบัติเหตุ" ในการทำงาน อุบัติเหตุ คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดหมายและเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีผลกระทบกระเทือนต่อการทำงาน ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย หรือบุคคลได้รับบาดเจ็บ 1. อุบัติเหตุกับการทำงาน รูปที่ 1 อุบัติเหตุกับงานมีส่วนเกี่ยวข้องกัน อุบัติเหตุและการทำงานมักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันเสมอ กล่าวคือ ในขณะที่เราทำงานนั้นจะมีอุบัติเหตุแอบแฝงอยู่ และเมื่อใดที่เราประมาทอุบัติเหตุก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นทันที การเกิดอุบัติเหตุนั้นมักจะมีตัวการที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ 1.1 ตัวบุคคล คือ ผู้ประกอบการงานในหน้าที่ต่าง ๆ และเป็นตัวสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ 1.2 สิ่งแวดล้อม คือ ตัวองค์การหรือโรงงานที่บุคคลนั้นทำงานอยู่ 1.3 เครื่องมือ เครื่องจักร คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน 2. สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ
2.1 สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย อันได้แก่ การใช้เครื่องมือ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ในการทำงานที่เสื่อมคุณภาพ พื้นที่ทำงานสกปรกหรือเต็มไปด้วยของที่รกรุงรัง ส่วนเคลื่อนไหวของเครื่องจักรไม่มีที่กำบังหรือป้องกันอันตราย การจัดเก็บสิ่งของไม่เป็นระเบียบ เป็นต้น รูปที่ 2 การระบายอากาศไม่เพียงพอ รูปที่ 3 พื้นลื่น หรือสถานที่ทำงานสกปรก 2.2 การกระทำที่ไม่ปลอดภัยเป็นสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ คิดเป็น 85% ของการเกิดอุบัติเหตุทั้งหมด การกระทำ ที่ไม่ปลอดภัยอันได้แก่ - สาเหตุที่คนกระทำการอันไม่ปลอดภัย เพราะ 1. ไม่มีความรู้เพียงพอ จึงทำงานแบบลองผิดลองถูก 2. ขาดการฝึกอบรมหรือชี้แนะในสิ่งที่ถูกต้องในการทำงาน 3. มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการรักษาความปลอดภัย - คนเรากระทำการอันไม่ปลอดภัยได้ เพราะ 1. ไม่ทราบแน่ชัด 2. เจตนาหลีกเลี่ยงเพื่อความสะดวกสบาย 3. ประมาท เลินเล่อ 4. เจตนาหลีกเลี่ยงเพื่อความสะดวกสบาย 5. อารมณ์ไม่ปกติ เช่น กำลังโกรธเพื่อนร่วมงาน 6. รีบร้อนเพราะงานต้องการความรวดเร็ว
รูปที่ 4 การเก็บเครื่องมือที่ไม่เป็นระเบียบ รูปที่ 5 ขาดความระมัดระวัง เหม่อลอย การเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพต้องยึดหลัก 3E ได้แก่ 1. Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) 2. Education (การศึกษา) 3. Enforcement (การออกกฎบังคับ) E ตัวแรก คือ Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) คือ การใช้ความรู้ทางวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์ในการคำนวณ และ ออกแบบเครื่องมือที่มีสภาพการใช้งานที่ปลอดภัยที่สุด การติดตั้งเครื่องป้องกันอันตรายให้แก่ส่วนที่เคลื่อนไหวหรืออันตรายของเครื่องจักร การวางผังโรงงาน ระบบไฟฟ้า แสงสว่าง เสียง การระบายอากาศ เป็นต้น E ตัวที่สอง คือ Education (การศึกษา) คือ การให้การศึกษา หรือการฝึกอบรมและแนะนำคนงาน หัวหน้างาน ตลอดจนผู้ที่ เกี่ยวข้องในการทำงาน ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุและการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงาน ให้ รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นและป้องกันได้อย่างไร และจะทำงานวิธีใดจึงจะปลอดภัยที่สุด เป็นต้น E ตัวสุดท้าย คือ Enforcement (การออกกฎข้อบังคับ) คือ การกำหนดวิธีการทำงานอย่างปลอดภัยและมาตรการควบคุม ให้คนงานปฏิบัติตาม เป็นระบบระเบียบปฏิบัติที่ต้องประกาศให้ทราบทั่วกัน หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงโทษ เพื่อให้เกิดความสำนึก และหลีกเลี่ยงการทำงานที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นอันตราย ในการป้องกันอุบัติเหตุควรเน้นทั้ง 3E พร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะตัวที่ 2 Education เพราะจะทำให้พนักงานรู้วิธีการทำงาน ที่ปลอดภัย การป้องกันอุบัติเหตุมีขั้นตอนและระดับการปฏิบัติการหลายระดับ ดังนี้ 1. การจัดวางผังโรงงานให้ปลอดภัย 2. การจัดระบบและกระบวนการทำงานที่ปลอดภัย 3. การทำให้เครื่องจักรกลมีความปลอดภัย 4. การออกแบบลักษณะการทำงานที่ปลอดภัย 5. การอบรมวิธีการทำงานที่ปลอดภัยแก่คนงาน 6. การปฏิบัติตามวิธีการทำงานที่ปลอดภัย ฯลฯ จากทั้ง 6 ระดับพบว่า ระดับที่ 1-5 อยู่นอกเหนือวิสัยคนธรรมดา ไม่มีอำนาจ สติ ปัญญาทำได้ ระดับ 6 เท่านั้นที่คนงานมี สิทธิทำได้เพื่อความปลอดภัยต่อตนเองเป็นสำคัญ และเป็นการลดความสูญเสียทุก ๆ รูปแบบได้อย่างดี
รูปที่ 4 การเก็บเครื่องมือที่ไม่เป็นระเบียบ รูปที่ 5 ขาดความระมัดระวัง เหม่อลอย
3. ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน 3.1 ความปลอดภัยเกี่ยวกับตัวผู้ปฏิบัติงาน 3.1.1 การแต่งกาย - เครื่องแบบที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับเครื่องจักร คือ เสื้อและกางเกงที่เป็นชิ้นเดียวกันซึ่งอยู่ในสภาพที่เรียบร้อย เสื้อผ้าที่ฉีกขาดไม่ควรนำมาใช้ เพราะจะทำให้เข้าไปติดกับเครื่องจักรที่กำลังหมุนได้ - ติดกระดุมทุกเม็ดให้เรียบร้อย - ไม่ควรใส่เครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ นาฬิกา แหวน - ต้องใส่รองเท้าหุ้มส้น หรือรองเท้าบู๊ทเพื่อป้องกันเศษโลหะทิ่มตำ - ควรสวมแว่นตาเพื่อป้องกันเศษโลหะกระเด็นเข้าตา เช่น การเจียระไนงาน หรือแสงจากการเชื่อมโลหะ - ควรสวมหมวกในกรณีที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับเคมี - ไม่ควรไว้ผมยาวหรือมิฉะนั้นควรสวมหมวก - สภาพการทำงานที่มีเสียงดังควรสวมที่ครอบหู รูปที่ 6 การแต่งกาย รูปที่ 7 การแต่งการยของผู้ชาย รูปที่ 8 การแต่งกายของผู้หญิง 3.1.2 ความประพฤติตนโดยทั่วไป - การเดินไป-มาในโรงงานควรระมัดระวังอยู่เสมอ - ไม่ทดลองใช้เครื่องจักรก่อนได้รับอนุญาต - ไม่หยอกล้อหรือเล่นกันขณะปฏิบัติงาน จะก่อให้เกิดอันตรายอย่างยิ่ง - ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยในโรงงานโดยเคร่งครัด รูปที่ 9 การเดินไป-มาในโรงงานควรระมัดระวังอยู่เสมอ รูปที่ 10 ไม่ทดลองใช้เครื่องจักรก่อนได้รับอนุญาต รููปที่ 11 ไม่หยอกล้อกันหรือเล่นกันขณะปฏิบัติงาน รูปที่ 12 ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยของโรงงานอย่างเคร่งครัด 3.2 ความปลอดภัยเกี่ยวกับเครื่องมือ เครื่องจักร ในโรงงานอุตสาหกรรมมีเครื่องมืออยู่หลายชนิดที่ต้องใช้ให้ถูกวิธี และให้เหมาะสมกับงานเพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เครื่องมือต่าง ๆ เหล่านั้น ได้แก่ ค้อน ไขควง คีม ตะไบ เลื่อย อุปกรณ์ร่างแบบต่าง ๆ เช่น เหล็กขีด วงเวียน ฯลฯ เครื่องจักรกลจัดเป็นเครื่องทุ่นแรง สามารถช่วยให้ทำงานได้ตามความต้องการ ประหยัดเวลา แรงงานและทำงานได้มากมาย หลายอย่างในขณะเดียวกันถ้าไม่รู้จักใช้ อันตรายจากเครื่องจักรก็มีมากพอ ๆ กับประโยชน์ของเครื่องจักรนั่นเอง และในการใช้เครื่องมือ เครื่องจักร สิ่งที่ควรพึงระมัดระวังในการปฏิบัติงานควรปฏิบัติดังเรื่องต่อไปนี้ - การถือเครื่องมือที่มีคมควรให้ปลายชี้ลงด้านล่าง หรือหาของหุ้มปิดเสีย เช่น วงเวียน เหล็กขีด อย่าเก็บหรือพกไว้ใน กระเป๋าเสื้อหรือกางเกง - การทำงานบนที่สูงต้องผูกมัดหรือเก็บเครื่องมือให้ปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้หล่นลงมาโดนคนที่อยู่ข้างล่างได้ - เมื่อจะเดินเครื่องจักร ผู้ใช้ต้องรู้เสียก่อนว่าจะหยุดเครื่องอย่างไร - การเปลี่ยนความเร็วรอบของเครื่องจักรหรือเปลี่ยนสายพาน เฟือง จะต้องหยุดเครื่องและตัดสวิตช์ออกก่อนทุกครั้ง - อย่าพยายามหยุดเครื่องด้วยมือหรือร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง - พึงระวังส่วนประกอบของเครื่องจักรที่อาจจะเป็นอันตรายได้ เช่น เฟือง สายพาน มีดกัดต่าง ๆ จะต้องมีฝาครอบ หรือเครื่องป้องกันเอาไว้ - ต้องตรวจดูชิ้นงานหรือใบมีดกัดต่าง ๆ จะต้องยึดแน่นและถูกต้องก่อนทำงานเสมอ - เมื่อปฏิบัติงานเสร็จแล้วต้องตัดสวิตช์ไฟฟ้าออกทุกครั้ง รูปที่ 13 ไม่ควรใช้เครื่องมือที่ชำรุด รูปที่ 14 การทำงานบนที่สูงต้องผูกมัดหรือเก็บเครื่องมือให้ปลอดภัย รูปที่ 15 การเปลี่ยนความเร็วรอบของเครื่องจักร หรือเปลี่ยนสายพานเฟืองจะต้องหยุดเครื่องและสวิตช์ออกก่อนทุกครั้ง รูปที่ 16 อย่าหยุดเครื่องด้วยมือหรือร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง รูปที่ 17 ก่อนใช้เครื่องจักรต้องแน่ใจว่ามีเครื่องป้องกันอันตรายอยู่ 3.3 ความปลอดภัยเกี่ยวกับการยกและถือของ - การยกของหนักอาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ควรช่วยกันหรือใช้เครื่องมือยก และเมื่อยกของหนัก ๆ จากพื้น อย่าใช้ หลังยก ให้ใช้กล้ามที่ขายกแทน - การยกของควรใช้กำลังกล้ามเนื้อที่ต้นขายก โดยยืนในท่าที่จะรับน้ำหนักได้สมดุลย์ คือ งอเข่า หลังตรง ก้มหน้า จับของ ให้แน่นแล้วยืดขาขึ้น - พยายามหลีกเลี่ยงการยกของมีคม - เมื่อยกขึ้นแล้วก่อนจะเดินจะต้องมองเห็นข้างหน้าและข้าง ๆ รอบตัว รูปที่ 18 ขั้นตอนการยกและวางของที่ถูกวิธี 3.4 ความปลอดภัยเกี่ยวกับไฟฟ้า 3.4.1 ข้อควรระวังในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้าทั่ว ๆ ไป - เมื่อพบว่าฝาครอบ หรือกล่องสวิตช์ชำรุด หรือตกเสียหาย ควรรีบเปลี่ยนและซ่อมแซมทันที - รักษาความสะอาดของพื้นบริเวณที่ซึ่งสวิตช์อยู่ใกล้ ๆ - หมั่นสำรวจตรวจตราภายในแผงสวิตช์ ตู้ควบคุมทางไฟฟ้า ไม่ให้มีเศษผงทองแดงหรือโลหะที่นำไฟฟ้าอยู่และอย่านำ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายในตู้ควบคุม เช่น ฟิวส์ ออกจากตู้ควบคุม - การเปลี่ยนฟิวส์ ควรใช้ฟิวส์เฉพาะงานนั้น ๆ และก่อนเปลี่ยนต้องสับสวิตช์ (ให้วงจรไฟฟ้าเปิดให้เรียบร้อยก่อน) - อย่าใช้ฝาครอบที่ทำด้วยสารที่สามารถลุกติดไฟได้ เปิดฝาครอบสวิตช์ - สวิตช์แต่ละอันควรมีป้ายแสดงรายละเอียดดังนี้ * ใช้กับกระแสไฟตรง หรือกระแสสลับ * ความต่างศักย์ทางไฟฟ้า (หรือแรงดัน/แรงเคลื่อนไฟฟ้า) * กระแสไฟฟ้า * เครื่องมือเครื่องใช้ทางไฟฟ้าที่ต่อกับสวิตช์นั้น * ชื่อผู้รับ - ต้องสับสวิตช์ให้วงจรไฟฟ้าเปิด เมื่อต้องการตรวจสอบหรือซ่อมแซมเครื่องจักรแล้วให้ทำสัญลักษณ์หรือป้ายที่สวิตช์ ว่า "กำลังซ่อม" - ก่อนสับสวิตช์ให้วงจรไฟฟ้าปิด ต้องแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยและได้รับสัญญาณถูกต้อง และก่อนเปิดทดลองเดิน เครื่องควรตรวจดูว่าเครื่องจักรนั้นไม่มีวัตถุอื่นใดติดหรือขัดอยู่ - การส่งสัญญาณเกี่ยวกับเปิด-ปิดสวิตช์ ควรทำด้วยความระมัดระวัง - อย่าปิด-เปิดสวิตช์ขณะมือเปียกน้ำ - การสับสวิตช์ให้วงจรไฟฟ้าปิดต้องแน่ใจว่าสัญญาณนั้นถูกต้อง - การขันสลักเกลียวเพื่อยึดสายไฟฟ้า ต้องขันให้แน่น - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ชำรุดอย่าฝืนใช้งานจะเกิดอันตรายได้ รูปที่ 19 แสดงการชำรุดของเครื่องใช้ไฟฟ้า 3.4.2 ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้สวิตช์ตัดตอน - ที่ใช้งานกับส่วนที่อาจเกิดอันตรายสูง ผู้รับผิดชอบต้องหมั่นตรวจดูและทำป้ายบอก - ในกรณีมีการตรวจซ่อมแซมเครื่องจักร ต้องทำป้ายหรือสัญลักษณ์ติดแขวนไว้ที่สวิตช์ว่า "อยู่ระหว่างการซ่อมแซม" หรือ "กำลังซ่อม" เมื่อเสร็จจึงนำป้ายออก - การใช้สวิตช์ควบคุมเครื่องจักรที่ใช้ร่วมกันหลาย ๆ คน ควรมีหลักเกณฑ์หรือสัญญาณในการปฏิบัติเป็นมาตรฐาน เดียวกัน - การทำงานร่วมกันระหว่างคนงาน 2 กลุ่ม กลุ่มที่ใช้เครื่องจักรร่วมกันจะต้องใช้อย่างระมัดระวังโดยเฉพาะกรณีถ้า เกิดมีการตรวจซ่อม ต้องมีการติดต่อประสานงานกับช่างเป็นอย่างดีก่อนที่จะมีการเปิด-ปิดวงจรไฟฟ้า 3.4.3 ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ไฟฟ้า - ตรวจสอบสายไฟฟ้า ถ้าพบว่าชำรุดให้ใช้เทปพันเป็นฉนวนหุ้มให้เรียบร้อย และตรวจจุดต่อสายไฟให้เรียบร้อยด้วย - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เคลื่อนย้ายได้ ควรตรวจสอบบริเวณข้อต่อ ขั้วที่ติดอุปกรณ์ สายไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง ถ้าพบว่าชำรุด รีบเปลี่ยนให้อยู่สภาพดี - หมั่นตรวจสอบเครื่องมือไฟฟ้าชนิดเคลื่อนย้ายได้ ต้องมีฝาครอบป้องกันหลอดไฟฟ้า - การเปลี่ยนหรือซ่อมแซมเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ถึงเป็นกรณีเล็กน้อย ควรให้ช่างไฟฟ้าเป็นผู้ดำเนินการ - อย่า ! สับสายไฟฟ้าขณะที่มีกระแสไหลอยู่ - อย่าแขวนหรือห้อยสายไฟบนของมีคม เช่น ใบมีด ใบเลื่อย ใบพัด - การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิด เช่น มอเตอร์ หม้อแปลง ควรมีผู้รับผิดชอบในการควบคุมในการปิด-เปิด - ในส่วนที่อาจก่อให้เกิดอันตรายควรมีเครื่องหมายแสดงไว้ เช่น ป้ายไฟสัญญาณธงแดง เทปแดง เป็นต้น - ถ้าเกิดสภาพผิดปกติกับอุปกรณ์ไฟฟ้า ควรสับสวิตช์ให้วงจรไฟฟ้าเปิดแล้วแจ้งให้ผู้รับผิดชอบทราบ - ห้ามปลดอุปกรณ์ป้องกันอันตรายไฟฟ้าออก ยกเว้นกรณีที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น - เมื่อใช้งานเสร็จแล้วควรสับสวิตช์และต้องแน่ใจว่าวงจรไฟฟ้าเปิด - อย่าห่อหุ้มดวงไฟด้วยกระดาษหรือผ้า - อย่านำสารไวไฟหรือวัสดุที่ติดไฟง่ายเข้าใกล้สวิตช์, ปลั๊ก - อย่าใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าขณะมือเปียกน้ำ - เมื่อมีผู้ได้รับอุบัติเหตุทางไฟฟ้าต้องรีบสับสวิตช์ให้วงจรไฟฟ้าเปิด 3.4.4 ข้อควรระวังเกี่ยวกับการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า - การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าจะต้องมีการควบคุมดูแลโดยช่างหรือผู้ชำนาญทางไฟฟ้า นอกจากงานที่มีความศักย์ต่ำกว่า 50 โวลต์ ซึ่งต่อลงดินเรียบร้อยแล้ว - การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าจะทำได้ต้องผ่านการปรึกษาหารือจากผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ การสื่อสารเกี่ยวกับการป้องกัน เมื่อมีการทำงานขณะมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่หรือกรณีมีการขัดจังหวะ - ควรหลีกเลี่ยงการทำงานขณะมีกระแสไฟไหลอยู่ ยกเว้นกรณีจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น - การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า นอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานทางไฟฟ้าแล้ว ควรจะต้องปฏิบัติเพิ่มดังนี้ * ห้ามเปิดชิ้นส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เมื่อเปิดแล้วจะมีกระแสไฟฟ้าหรือประจุไฟฟ้าไหลควรใช้ฝาครอบ หรือมีฉนวนกั้น หรือถ้าไม่สามารถเปิดคลุมได้ก็ให้จัดทำป้ายอันตรายติดแขวนไว้ * อุปกรณ์หรือสายไฟฟ้าที่ติดตั้งในที่สูงจะต้องมีฉนวนหุ้มอย่างดีและต้องตรวจสอบความเรียบร้อยอยู่เสมอ * หมั่นตรวจตราฉนวนหุ้มอุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่เสมอในบริเวณที่ซึ่งอาจมีการสัมผัสหรือทำงาน * เมื่อมีการเดินสายไฟฟ้าบนถนน (แม้ว่าจะเดินชั่วคราวก็ตาม) ควรมีระบบป้องกันอันตรายซึ่งใช้เฉพาะงาน - กรณีการทำงานเดี่ยวกับไฟฟ้าที่อาจมีการขัดจังหวะงานได้ ควรเพิ่มความระวังดังนี้ * เครื่องจักรบางชนิดเมื่อเดินเครื่องแล้วไม่สามารถกดสวิตช์ให้กลับมาทำงานที่จุดเริ่มต้นได้ควรมีป้ายบอกไว้ ชัดเจน * เครื่องจักรทุกชนิดควรมีระบบสายดินที่ดี * เมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ควรปรึกษาช่างไฟฟ้าหรือผู้เชี่ยวชาญทางไฟฟ้า * ก่อนสับสวิตช์ทำงาน ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า จะไม่เกิดอันตรายไฟฟ้าลัดวงจรมีระบบสายดินแหล่ง จ่ายไฟเรียบร้อย 3.4.5 ข้อที่ไม่ควรกระทำในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้า - ไม่ควรถอดปลั๊กไฟด้วยการดึงสายไฟ - ไม่ควรใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ชำรุด - ไม่ควรใช้ปลั๊กไฟที่ชำรุด - ไม่ควรต่อพ่วงไฟเกินกำลัง - ไม่ควรต่อปลั๊กผิดประเภท - ไม่ควรซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยตนเองถ้าหากไม่มีความรู้อย่างแท้จริง 3.5 ความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่พื้นโรงฝึกงาน - รักษาพื้นให้สะอาดปราศจากน้ำมัน จาระบีหรือของเหลวต่าง ๆ ถ้ามีอะไรหกหรือราดลงบนพื้นให้เช็ดทันทีเพื่อป้องกัน ไม่ให้คนอื่นมาเหยียบลื่นล้ม - ทางเดินระหว่างเครื่องจักรไม่ควรให้มีสิ่งใดมาวางเกะกะ จะทำให้ผู้ผ่านมาสะดุดเกิดอุบัติเหตุได้ - อย่าทิ้งเครื่องมือและงานไว้บนโต๊ะหรือเครื่องจักร แม้ว่าเครื่องจักรนั้นจะไม่หมุน เพราะอาจตกลงไปทำอันตรายกับเท้าได้ - เก็บเครื่องมือให้เป็นระเบียบทุกครั้งหลังการใช้งาน - นำเศษโลหะเก็บไว้ในที่เก็บ - เก็บวัสดุหรือเศษวัสดุให้พ้นจากการสะดุดหรือเหยียบหกล้ม รูปที่ 20 แสดงความไม่ปลอดภัยของสถานที่ รูปที่ 21 พื้นโรงงานต้องสะอาดไม่มีเศษวัสดุตกอยู่ รูปที่ 22 น้ำมันที่ติดอยู่กับพื้นควรเช็ดให้สะอาด 3.6 ความปลอดภัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน - แสงสว่าง - ความดังของเสียง - ระบบการถ่ายเทอากาศ - น้ำดื่ม รูปที่ 23 แสดงความไม่ปลอดภัยของสภาพแวดล้อมในการทำงาน 3.7 ความปลอดภัยเกี่ยวกับเพลิงไหม้ - ผู้ปฏิบััติงานทุกคนต้องรู้ว่าเครื่องดับเพลิงอยู่ที่ไหน จะใช้อย่างไร เมื่อใด - จะต้องรู้ว่าเรียกหน่วยดับเพลิงอย่างไร - ควรซ้อมการดับเพลิงเป็นระยะสม่ำเสมอ รูปที่ 24 แสดงความไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับการเกิดเพลิงไหม้ 4. การช่วยเหลือและการปฐมพยาบาล 4.1 กรณีหยุดหายใจ 1. ยกต้นคอขึ้นแล้วกดศีรษะให้หงายไปข้างหลัง จากนั้นเอาสิ่งของที่อยู่ในปากของผู้ป่วยออกให้หมด 2. ง้างขากรรไกรออก บีบจมูกและอ้าปากของผู้ป่วย 3. ประกบปากลงบนปากของผู้ป่วย แล้วค่อย ๆ เป่าลมจนเต็มปอด * กระทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งจนผู้ป่วยสามารถหายใจได้เอง 4.2 กรณีประสบอันตรายจากไฟฟ้าดูด - ไม่ใช้มือเปล่าในการช่วยเหลือ - รีบตัดกระแสไฟฟ้า (สวิตช์/ปลั๊ก) - ใช้ฉนวนเขี่ยสายไฟให้หลุดออกไป - เมื่อไฟฟ้าดับ ควรรีบสับสวิตช์ให้วงจรไฟฟ้าเปิด - ถ้าเกิดไฟฟ้าช็อตหรือลัดวงจรทำให้เกิดไฟไหม้ รีบสับสวิตช์ แล้วทำการดับไฟด้วยเครื่องดับเพลิงชนิดสารเคมี ไม่ควรใช้น้ำหรือเครื่องดับเพลิงที่เป็นน้ำทำการดับไฟเพราะอาจเกิดอันตรายได้ - กรณีประสบภัยในน้ำ อย่าลงไปช่วยจนกว่าจะแน่ใจว่าตัดกระแสไฟฟ้าหมดแล้ว - กรณีผู้ป่วยหมดสติ ให้นวดหัวใจและผายปอดช่วยชีวิตโดยทันที 4.3 การห้ามเลือด 1. พับรอบแขนหรือขา 2 รอบ 2. ผูกเงื่อนแรก 3. ใช้ท่อนไม้วางบนเงื่อนแล้วผูกเงื่อนซ้ำ 2 ครั้ง 4. หมุนหรือขันชะเนาะจนกระทั่งเลือดหยุดไหล 5. ผูกตรึงปลายไม้ให้อยู่กับที่ด้วยเชือกเล็ก ๆ 6. บันทึกเวลาที่เริ่มขันชะเนาะไว้ 5. การรักษาความปลอดภัยและการป้องกัน การรักษาความปลอดภัยในการทำงาน คือ การควบคุมพนักงาน เครื่องจักร วัสดุ ตลอดจนวิธีการทำงาน เพื่อให้สภาพการทำงานไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในทรัพย์สิน หรือการบาดเจ็บต่อพนักงาน 5.1 การสร้างความปลอดภัยของตัวบุคคล 1. ให้ความรู้และฝึกอบรม 2. จัดคนให้ทำงานตามความถนัด 3. ให้การสนับสนุนด้านการรักษาความปลอดภัย 4. สร้างแรงจูงใจ 5.2 วิธีปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย 1. การเตรียมการ 2. การปฏิบัติ 3. หลังการปฏิบัติ 5.3 เครื่องป้องกันอันตรายเฉพาะอย่าง 1. เครื่องป้องกันตามีอยู่หลายชนิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของงานต่าง ๆ คือ - การเชื่อมโลหะ - การตัดท่อกรด - การเจาะ การกลึงโลหะ การเจียระไน 2. หมวก ป้องกันไม่ให้เป็นอันตรายจากงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องและใบพัด ดังนั้นจึงควรจะสวมหมวกและเก็บผมไว้ใน หมวกให้เรียบร้อยก่อนทำงาน 3. เครื่องปิดจมูกและปาก เพื่อป้องกันสารพิษต่าง ๆ เข้าไปในร่างกายของท่าน เพราะสารพิษต่าง ๆ นั้นเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ท่านต้องตายอย่างระบบผ่อนส่งได้ 4. ถุงมือ ประโยชน์จากการใช้ถุงมือมีมากมาย และที่เห็นได้ชัดก็คือเป็นสิ่งที่ป้องกันผิวหนังจากการขีดข่วนจากเปลวไฟ ตลอดจนการป้องกันการถูกไฟฟ้าช๊อต รูปที่ 25 แสดงเครื่องป้องกันเฉพาะอย่าง 6. สัญลักษณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน
WIBOON PRODUCT CO., LTD. 51/113-114 Soi Ramkhamhaeng 96, Ramkhamhaeng Road, Sapansoong, Sapansoong, Bangkok 10240 Tel. +662 372 1325-7, +662 729 3865-6 Fax. +662 373 0784 Email. info@wiboonproduct.com